คนสูงอายุนั้น เมื่ออนุสรณ์ถึงชีวิตของตนเองว่าได้ทำดีไว้ให้ลูก ทำถูกไว้ให้หลานอย่างครบถ้วนแล้ว
ก็ย่อมจะเกิดปีติหล่อเลี้ยงจิตใจให้เกิดความสุขทางจิตใจได้คนสูงอายุที่ไม่มีธรรมะนั้นมักจะรู้สึกว้าเหว่
และสิ้นหวัง
เพราะยิ่งเมื่อสูงอายุมากขึ้นเท่าไรก็ยิ่งจะพึ่งตัวเองได้น้อยลงเท่านั้น แม้ว่าจะมีเงินจ้างคนอื่นช่วย
 แต่ถ้าเราขาดคุณธรรมหรือไม่มีน้ำใจก็จะหาคนรับจ้างยากหรือไม่ทำด้วยน้ำใจทำพอให้พ้นๆหน้าที่ไปเท่านั้น
หรือถ้าเป็นผู้สูงอายุที่โหดร้ายด้วยเงินก็จะไร้ค่าไปทันที ในทางตรงกันข้าม ผู้สูงอายุที่มีคุณธรรม
มีเมตตาอารีต่อลูกหลานและบุคคลทั่วไป ใครๆ ก็อยากเข้าใกล้
เพราะมันทำให้เขาสงบและอบอุ่น
สติ และ สมาธิ ของผู้สูงอายุ
ผู้สูงอายุทั่วไปมักจะหลงลืมง่าย แม้กระทั่งกินอาหารแล้วก็ว่ายังไม่กิน เหตุเพราะขาดสติ
หรือไม่เจริญสติอยู่เป็นประจำวันไว้ก่อน
แม้ว่าจะมาเจริญในเมื่อสูงอายุก็มักจะไม่ทันใช้ คือ มักจะไม่ได้ผล
ผู้สูงอายุทั่วไปมักมีจิตใจฟุ้งซ่าน ด่า หรือ บ่นเก่ง จนลูกหลานไม่อยากเข้าใกล้ เพราะเบื่อระอา
ในความจู้จี้ขี้บ่น
เหตุเพราะจิตขาดสมาธิและไม่มีสติควบคุม สติและสมาธิจึงเป็นยอดธรรมะ
ที่คนสูงอายุต้องมีประจำใจ
จึงจะเป็นคนสูงอายุที่น่าเคารพรักเป็นหลักให้ลูกหลาน ได้มีที่พึ่งทางใจ
และการที่ผู้สูงอายุจะทำตนให้เป็นที่พึ่ง ของผู้อ่อนอายุได้ ตนเองต้องเริ่มทำตนเองให้มีที่พึ่งเสียแต่บัดนี้
ด้วยการสละหรือแบ่งเวลาให้แก่ธรรมะบ้าง หมั่นศึกษาค้นคว้า ฟัง อ่านธรรมะให้มากตั้งแต่บัดนี้
ที่ควรสังวรก็คือ อย่ามัวแต่อ่านหรือฟังอย่างเดียว
ควรจะมีการปฏิบัติควบคู่กันไปด้วย
คัดลอกจาก...
http://www.jarun.org