“คุณทองแดง” จึงได้รับการตั้งฉายาว่าเป็น “สุนัขประจำรัชกาล” 

ภายในบริเวณพระราชวัง พระตำหนักสวนจิตรลดาฯ นอกจากจะเป็นที่ก่อกำเนิดโครงการในพระราชดำริ
ซึ่งเอื้อ อำนวยประโยชน์สุข ให้กับคนไทยทั้งประเทศอย่างมากมายแล้ว พระราชวังแห่งนี้ยังเป็นที่พำนักของบรรดา
 “คุณ” ทั้ง 34 ซึ่งมีส่วนช่วยสร้างความเกษมสำราญให้กับ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เรื่องราวของแต่ละ “คุณ” ล้วนแต่ช่วยให้ทราบถึงน้ำพระทัยเมตตาและพระอารมณ์ขัน 
รวมทั้งพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นที่เคารพรักของปวงชนชาวไทยให้เด่นชัดขึ้น
“คุณทองแดง”
ก็เป็นที่โปรดปรานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องจากเป็นสุนัขที่ชาญฉลาดมาก
 “ความฉลาดของ
 “คุณทองแดง” ก็เช่น
เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเรียกให้คุณทองแดงขึ้นเฝ้าเพื่อที่จะทรงชั่งน้ำหนัก
แค่เพียงรับสั่งว่าทองแดงไปชั่งน้ำหนัก “คุณทองแดง”
ก็จะทรงเดินขึ้นตาชั่ง หากตัวของ
“คุณทองแดง” บังอยู่
“คุณทองแดง” ก็จะเบี่ยงตัวให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงก้มลงทอดพระเนตรสเกลได้สะดวก
… หรืออย่าง เวลาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จแปรพระราชฐานไปประทับที่พระตำหนักเปี่ยมสุข

พระราชวังไกลกังวล และนำคุณๆไปด้วย
 
เมื่อเสด็จพระราชดำเนินลงมาเพื่อทรงออกกำลัง ตรงถนนบริเวณชายหาดซึ่งมีต้นมะพร้าวอยู่
 เพียงรับสั่งว่าอ้อมต้นมะพร้าว
 คุณทองแดงก็จะวิ่งอ้อมต้นมะพร้าวทันที โดยไม่ต้องมีการสอน ในขณะที่คุณอื่นๆจะวิ่งเล่นสนุกสนานตามประสา 

และเมื่อวิ่งอ้อมต้นมะพร้าวไปสักครึ่งต้น คุณทองแดงก็จะหยุดหันมามองพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 
เหมือนจะถามว่าถูกใหม่เพคะ ทำนองนั้น
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงพยักพระพักตร์หลังจากนั้นคุณทองแดงก็จะเดินหรือวิ่งต่อ

แล้วคุณทองแดงเป็นสุนัขที่ไม่เข้ามาเคลียคลอพระองค์ท่าน
เวลาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนิน 
คุณทองแดงจะนำเสด็จอยู่หน้าพระองค์ท่าน 
… เวลาพระองค์ท่านประทับนั่ง คุณทองแดงก็จะนั่งหมอบอยู่ด้านหน้า ใช้สองขาหน้าเกยกันเหมือนคนกำลัง
หมอบคลาน เป็นท่านี้ตลอด
 แล้วหันหน้าออกไปด้านนอก คอยระแวดระวังด้านนอกอย่างเดียว
”
 “คุณทองแดง” จึงได้รับการตั้งฉายาว่าเป็น “สุนัขประจำรัชกาล”
ให้คิดถึงปาบกรรม ที่จะตามมาปัญญาอบรมใจตัวเอง   และสอนใจตัวเองอยู่เสมอ  ให้คิดถึงบาปกรรม  ที่จะตามสนองในชาติหน้าว่า
จะเกิดในสถานที่ทุกข์จนขาดแคลนมาก
  ความสะดวกความสบายในทรัพย์ไม่มีเลย 
ตลอดจนที่อยู่อาศัยบ้านเรือน  ที่ซุกหัวนอนก็ไม่มี 
อาหารการกินสิ่งที่ดีดี
  มีโอชารสจะไม่ได้กินเลย
   มีแต่ไปหาเก็บเอาเศษอาหารในขยะไปกินพอประทังชีวิตเท่านั้
จะหางานหาเงินพอจะเก็บเป็นไปได้ก็ไม่ได้
   พอจะมีก็ไม่มีเหมือนคำว่า  "นกคาบมา " อีกาคาบหนี "
ถึงจะมีทรัพย์สินอยู่บ้าง
  แต่ก็ถูกคนมาลักมาปล้นจากตัวเราไป  หรือเกิดความฉิบหายไปด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง
นี่ก็คือผลของกรรมในการลักเอาสิ่งของๆคนอื่นมาเป็นของตน
   ให้พิจารณาในลักษณะนี้อยู่บ่อยๆ ใจก็จะค่อยเห็นโทษภัยที่จะมาถึงตนภายหลัง
ใจก็จะเกิดความละอาย
  และความกลัวต่อกรรมชั่วมากขึ้น  นี่เรียกว่าตนเดือดร้อนด้วยตนเอง  
ฉะนั้นผู้รักษาศีลก็ต้องมีปัญญาในการรักษาดังนี้...... การใช้ปัญญาในผลของบาปกรรม
   เพื่อให้เข้าใจในผลของกรรมที่ตามมาสนอง
ให้เกิดความกลัวในบาปกรรมนั้นๆ
   ให้เกิดความสำนึกในชีวิตเรา  ที่มีความรักความหวงแหนในชีวิตเหมือนกับเรา 
สัตว์ทุกตัวตลอดเราด้วยก็ไม่อยากตายเพราะถูกฆ่าเหมือนกัน
  ฉะนั้นจึงไม่ควรที่จะอ้างว่า....
สัตว์เกิดมาเพื่อเป็นอาหารของมนุษย์ 
แต่ถ้าจับตัวมนุษย์ที่ชอบพูดอย่างนี้ไปให้เสือกิน
ไปให้จระเข้กินดูสิเขาจะว่าอย่างไร  สัตว์ทุกตัวมีความกลัวต่อความตายทั้งนั้น 
เห็นมนุษย์อยู่ที่ไหนต้องหลบหลีกปลีกตัวเพื่อความปลอดภัยแก่ชีวิตของเขา  
ถึงขนาดนั้นก็พ้นเงื้อมมือมนุษย์ใจบาปนี้ไปไม่ได้พากันตามไล่ฆ่า
เอามาเป็นอาหาร
ไม่มีความเมตตาสงสารเขาบ้างเลย แต่ละวันมีความสะดุ้งหวาดผวากลัวต่อความตายตลอดเวลาไม่กล้าออกไปหาอะไรกินได้ตามใจ
ถ้าเราตกอยู่ในสภาพอย่างนี้จะมี   ความทุกข์ทรมานขนาดไหน 
ถึงอย่างไรก็ขอให้คิดถึงชีวิตเขาชีวิตเราดูบ้าง
 หัวอกเขาอย่างไรหัวอกเราก็เป็นอย่างนั้น ไม่ควรเบียดเบียนซึ่งกันและ
 มนุษย์ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีจิตใจสูง  แต่ขอให้สูงด้วยความรัก ให้สูงด้วยความสงสารต่อสัตว์ทั้งหลาย
จึงจะเชื่อว่าเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์
  เป็นมนุษย์ที่มีคุณธรรม  ให้สัตว์อื่นได้พึ่งบารมีสมกับที่ว่ามนุษย์มีจิตใจสูงนี้ด้วยเถิด  
ถ้าเราใช้ปัญญาพิจารณาในลักษณะนี้อยู่บ่อยๆใจเราก็จะค่อยเปลี่ยนแปลงไป