 |
|
พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า
..ความดี... และ...ความชั่วของมนุษย์... เปรียบเสมือนกงเกียน
สร้างสิ่งใดไว้สิ่งนั้น ย่อมตามสนอง ทำดีย่อมได้รับความเบิกบาน
ทำชั่วย่อมย่อยยับ ความดีความชั่วเป็นเสมือนตราอันตอกตึงไว้แน่น
ย่อมตามสนองผู้กระทำกรรมดี และกรรมชั่วตลอดไป
สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตัวเองใครทำกรรมใดไว้ ดีหรือชั่วก็ตาม
จักต้องเป็นผู้รับผลของกรรมนั้นเหมือนบุคคลหว่านพืชเช่นใด
ย่อมได้รับผลนั้นของพืชชนิดนั้นๆเรื่องของกรรมเป็นสิ่งสำคัญคือเจตนา
เป็นสำคัญ การกระทำใดๆ ต้องมีเจตนาประกอบจึงจะถือว่า
เป็นกรรมคือ การทำ การพูด การคิด ในทางที่ดีเรียกว่าเป็นกรรมดี
การทำ การพูด การคิด ในทางที่ชั่วเรียกว่าเป็นกรรมชั่ว
มนุษย์ทั้งหลายที่เกิดมาเมื่อรู้ว่า
ตนของตนมีความตายเป็นสภาพเบื้องหน้า
พึงรีบทำบุญกุศลไว้เสียให้มากๆจะได้เป็นเสบียงเลี้ยงตน
ในวัฎฎสงสาร และจะได้เป็นปัจจัยตามส่งให้ผู้นั้นถึงเมืองแก้ว |
|
|
|

โลกนี้ทั้งเราทั้งเขา ถ้าใจยึดมั่น
ยินดีในสิ่งใดใจก็จะมาก่อภพก่อชาติเกิดตาย
ซ้ำซากอยู่อย่างงี้ตลอดไปใจพระองค์ เมื่อมาเห็นตามความเป็นจริงอย่างนี้แล้ว
จึงมีพระญาณรู้เกิดขึ้นจากทัศนะคือปัญญาอย่างชัดเจนทีเดียว
พระองค์ทรงมั่นใจว่าใจไปยึดติดสิ่งใด
ก็ไปเกิดในสิ่งนั้นอย่างแน่นอน
ถึงสิ่งนั้นจะเป็นสิ่งของภายนอก เช่น
วัตถุธาตุ
คือสมบัติจะเป็นสิ่งวิญญาณครอง เช่น ช้าง ม้า วัว ควายหมา
ไก่หรือสัตว์อะไรก็ตาม ถ้าใจไปยึดติด
คิดห่วงอาลัย
ใจก็ไปเกิดเป็นสัตว์เหล่านี้อย่างแน่นอนหรือวัตถุธาตุไม่มีวิญญาณ เช่น
บ้าน รถ ไร่ นา
เงินทอง และสมบัติต่างๆ ถ้าใจไปยึดติดห่วงใยในสิ่งใด
ก็ต้องกลับมาเกิด
ในสิ่งของนั้น หรือห่วงใยผูกพันในเครือญาติ
ทั้งหลายหรือยึดติดห่วงใย
ในเพื่อนฝูงก็เช่นกัน
ใจก็กลับมาเกิดเป็นลูกเขาต่อไป |
|
|