1 1
 

 
 

 ตอน... ชื่อนั้นไม่สำคัญ

  กรุงพาราณสี   ยังมีชายผู้หนึ่งซึ่งมีชื่อแปลกกว่าชาวบ้าน  และโดยเฉพาะใครได้ยินได้ฟังแล้วต้องสั่นศีรษะไม่ยอมคบค้าสมาคมทุกราย.....เขาชื่อ กาลกิณี ไงละ
ท่านยอดชายนายกาลกิณี
  มีเพื่อนผู้สูงศักดิ์เป็นถึงเศรษฐีอยู่ในเมืองและต่อมา   เมื่อเขายากจนลง ก็เข้าไปอาศัยอยู่กับเศรษฐีผู้ใจดี  ก็รับเลี้ยงดูสหายผู้ตกยากด้วยดีเสมอ
 แม้จะมีใครคัดค้านห้ามปรามไม่ให้รับนายกาลกิณีไว้ในบ้าน เพราะเกรงว่าจะเกิดอัปรีย์ขึ้น  เศรษฐีก็มิได้ใส่ใจเพราะถือว่า ชื่อนั้นไม่สำคัญ  อยู่ต่อมาวันหนึ่ง 
เศรษฐีไปธุระที่บ้านส่วนตัวของเขา และได้มอบให้นายกาลกิณีเฝ้าบ้านแทน
  ตกกลางคืนพวกโจรพากันมาปล้นบ้านเศรษฐี  ได้พร้อมใจกันล้อมบ้านเศรษฐีไว้หมด 
ฝ่ายนายกาลกิณีรู้เข้า
  จึงปลุกคนในบ้านให้ตื่นขึ้นทำเสียงเอื้ออึง  เป่าสังข์  ตีกลอง  ดังสนั่นไปทั้งบ้านเหมือนกับมีมหรสพ  พวกโจรเห็นดั่งนั้นเข้าใจว่าเศรษฐีอยู่ในบ้าน
จึงพากันทิ้งศาตราอาวุธ เตลิดหนีไป
   รุ่งเช้า   พวกคนใช้ออกมาเห็นศาสตราวุธของพวกโจรแล้ว  ก็เก็บเข้าไว้ในบ้าน  รอให้เศรษฐีผู้เป็นนายดูและพอเศรษฐีกลับมา  ต่างก็พากันมาบอกเศรษฐีว่า 
แหม !  ท่านเศรษฐี  เมื่อคืนหากไม่ได้นายกาลกิณีแล้ว  พวกโจรคงปล้นบ้านแน่ แล้วเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้เศรษฐีฟังโดยตลอดเศรษฐีได้ฟัง  
ก็กล่าวว่า
 
พวกท่านจะให้เราขับไล่  นายกาลกิณีเสียยังไงนี่  ถ้าเราทำตามแล้ว  ทรัพย์สมบัติของเราคงไม่เหลือนี่แหละ   ท่านจงจำไว้เถอะ  ธรรมดาชื่อจะถือเป็นสำคัญไม่ได้
จิตใจที่เมตตากรุณาต่อกันต่างหากที่สำคัญ
 
ครั้นแล้ว  ได้ให้รางวัลแก่นายกาลกิณีสหายเป็นอันมาก
และนับตั้งแต่นั้นมา ทุกคนที่เคยเกลียดชังเขาก็กลับนิยมเลื่อมใส
  และหันมาคบค้าสมาคมกับเขาโดยทั่วกัน                                                                                                                                                                                                                                                        
               
คติจากนี้เรื่องนี้...คนที่ชื่อไม่เพราะ   ไม่เป็นมงคลนั้นมิใช่หมายความว่าตัวเขาคบไม่ได้เสมอไป   เพราะคนจะดีจะชั่วไม่ได้อยู่ที่ชื่อ   หากอยู่ที่จิตใจต่างหาก )

 

 

 
 

 
 

 ตอน...สะใภ้เศรษฐี

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว....

ยังมีเศรษฐีผู้มีทรัพย์สมบัติมากมายคนหนึ่ง   ในเมืองพาราณสี   เขามีลูกชายคนเดียวเป็นที่รักของเขาอย่างยิ่ง  และครั้นลูกชายเติบโต  มีวัยพอสมควรที่จะปลูกฝังเป็นฝั่งเป็นฝา
ได้เขาก็ตระเตรียมการเลือกหญิงสาวจะมาเป็นศรีสะใภ้
 โดยใช้วิธีให้บ่าวไพร่  เที่ยวตี่ฆ้องร้องป่าวประกาศไปทั่วบ้านทุกตำบล ให้คนทั้งหลายทราบ  และส่งลูกสาวของตนมาให้เขาคัดเลือกด้วยตนเองโดยพร้อมหน้าพร้อมตา  ในการนี้ได้มีผู้สนใจปรารถนาสมบัติของเศรษฐีและส่งลูกสาวมาแข่งขันชิงตำแหน่งลูกสะใภ้เศรษฐีมากมาย  ขณะเดียวกัน  เศรษฐีสั่งบ่าวไพร่ให้จัดการต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี   ครั้นแล้วแทนที่จะเลือกเอาคนสวยที่สุดจากจำนวนนี้มาเป็นศรีสะใภ้ของท่าน  ดังที่คนอื่นเขาเลือกกันเศรษฐีกลับเรียก
หญิงสาวพวกนั้น
  ออกมาสัมภาษณ์ที่ละคนโดยตั้งปํญหาถามขึ้นว่า...
 เรามีปลาอยู่ตัวหนึ่ง   ทำอย่างไรจึงจะกินได้ตลอดทั้งปี ? ”   สาวงามพวกนั้น  คนแล้วคนเล่า 
พอได้ยินคำถามต่างก็ยิ้มกริ่ม
 เพราะเห็นว่า   ง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปากเสียอีก   พากันตอบว่า... 
เราก็ทำปลาเค็มไว้สิเจ้าคะ ” “ เราก็ทำปลาร้าไว้สิเจ้าค่ะ    
แต่ละคนแน่ใจว่า  ตนเองตอบถูก  เพราะถึงยังไงปลานั้น  ถ้าไม่ทำอย่างที่ว่าไว้ก็ไม่มีทางจะกินได้ตลอดปี  แต่จนแล้ว จนรอด  ท่านเศรษฐีกลับส่ายหน้าพร้อมกับตอบว่า
เสียใจ  ไม่ถูกเลยสักนิด  เชิญเธอกลับไปได้แล้ว “  สาวงามพวกนั้นได้คำปฎิเสธ  และเชิญให้กลับบ้านเช่นนี้รายแล้วรายเล่า  จนกระทั้งเหลือรายสุดท้าย  ซึ่งพอเธอผู้นั้น
เดินเข้ามาใกล้
  เศรษฐีถามขึ้นทันทีว่า
นี่   แม่หนู  เรามีปลาอยู่ตัวหนึ่ง  ทำอย่างไรถึงจะได้กินตลอดปี ? ”     ครั้นได้ยินคำถามดังนั้น  แทนที่จะตอบในทันที  กลับย้อนถามเศรษฐีว่า....  แล้วท่านเก็บปลาไว้ที่ไหนเจ้าค่ะ ?   เศรษฐีเงยหน้ามองเธออย่าง งง ๆ   เอ๊ะ  !   นี่เธอย้อนถามฉันทำไม  ต้องการปลายังงั้นหรือ   “  ถ้าได้ก็ดีเจ้าค่ะ
แม่หนูจะเอาไปทำไม  “  ฉันต้องการคำตอบปัญหาของฉันต่างหาก  มิได้ บอกว่าจะให้ปลาแม่หนูนะ  “ ข้าคิดว่าถ้าได้ของจริงมาแสดงให้ท่านดู  พร้อมกับตอบปัญหาท่านไปด้วยก็จะเป็นการดีมากเจ้าค่ะ  ถ้าท่านไม่หนักใจได้โปรดจัดการให้ข้าด้วยเถิดเจ้าค่ะ    “  เอา  ตกลง  จะเอายังงั้นก็ได้   “   เศรษฐีหันมาสั่งคนใช้ให้นำปลาขนาดใหญ่ตัวหนึ่งมาให้หญิงสาวตามความประสงค์ทันที   ฝ่ายหญิงสาวผู้นั้น  เมื่อได้ปลามาแล้ว  ก็วางปลาลงตรงหน้าเศรษฐี    พร้อมกับหันไปขอมีดจากคนใช้มาสับปลาออกเป็น  3   ท่อน 
เสร็จแล้วอธิบายให้เศรษฐีฟังว่า..
     ท่านเจ้าค่ะ  ปลาตัวนี้ข้าตัดออกเป็น  3  ท่อน  ท่อนหัวข้าจะส่งไปฝากญาติบ้านเหนือ  ท่อนหางเก็บไว้กินเอง    ส่วนท่อนกลางจะส่งไปฝากญาติบ้านใต้    อย่างนี้ข้าเชื่อว่าปลาตัวนี้ต้องช่วยให้ข้าได้มีปลากินตลอดปี   ตามความประสงค์ของท่านแน่ ๆ   เพราะญาติบ้านเหนือ   และญาติบ้านใต้  เมื่อได้ของฝากแล้ว  
ก็ต้องระลึกถึงข้าและส่งปลากลับมาฝากข้าเป็นการตอบแทนเสมอไป
  ถูกไหมเจ้าคะ 
?  “  เศรษฐีได้ฟังดั่งนั้น  ก็หัวเราะขึ้นเสียงลั่นด้วยความชอบอกชอบใจ   
“  เออ  ถูก  แล้ว......ถูก  ของหนู  เอาละเป็นอันว่า  แม่หนูตอบปัญหาฉันถูก  และแม่หนูนี่แหละ   
คือผู้เหมาะสมจะเป็นลูกสะใภ้ของฉัน
  จึงจัดงานแต่งงานให้ลูกชายของเขาอย่างสมเกียรติ

(คติจากเรื่องนี้สอนไว้ว่า....การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่คนบ้านใก้ลเรือนเคียง 
ย่อมช่วยให้เรามีกินมีใช้ไม่อดไม่อยากไปตลอดทั้งปีเพราะเมื่อเรามีไมตรีต่อเขา
  เขาย่อมมีไมตรีตอบสนองต่อเราเช่นกัน )

 

 

 

ตอน....รักกันดีกว่าชังกัน

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว.....ณ  กรุงพาราณสี  ตอนนั้นมีงานมหรสพประจำปี ที่สนุกสนานอย่างยิ่ง  ชาวเมืองทั่วหน้าตลอดจน  เทวดา  นาค  ครุฑ  ต่างก็มาชุมนุมกันดูมหรสพ   ด้วยความเพลิดเพลินเจริญใจที่สุด   ก็แล ขณะนั้น มีพญานาคตนหนึ่งมาจากบาดาลแปลงเพศเป็นมนุษย์มายืนดูมหรสพกับเขาบ้าง และมันช่างบังเอิญอะไรเช่นนั้น  
ที่ซึ่งพญานาคเข้าไปยืนนั้น เป็นข้างหลังของพญาครุฑศรัตูตัวฉกาจ
ซึ่งแปลงร่างกายเป็นมนุษย์มาดูมหรสพกับเขาเหมือนกัน และขณะที่ดูมหรสพเพลินๆ  อยู่นั่นเอง 
พญานาคเอามือไปพาดไหล่พญาครุฑเข้าอย่างลืมตัว
 พอพญาครุฑหันขวับมาดูรู้ได้ทันทีว่าเป็นนาค ดวงตาทั้งคู่ลุกวาวขึ้นมาอย่างน่ากลัว ฝ่ายพญานาคก็ดุจเดียวกัน  
ครั้นเห็นดวงตาอันแสนน่ากลัวเข้า
    ก็รู้ว่าเป็นพญาครุฑ  มันตกใจกลัวตัวสั่นงันงกขึ้นมาทันใด   และโดยไม่ต้องรีรออีกต่อไป   เผ่นแนบออกไปทางท่าน้ำอย่างเร็วรี่
พญาครุฑก็ไล่กวดติดตาม หมายจะลากคอมาฉีกเนื้อกินเป็นอาหารให้ได้ ในครั้งนั้นมีดาบสองค์หนึ่ง อยู่ที่บรรณศาลาริมฝั่งแม่น้ำ และขณะนั้นท่านเปลี่ยนผ้าไว้ริมแม่น้ำ
และลงอาบน้ำอยู่ในลำธาร พอพญานาคหนีมาถึงตรงนั้นและเหลือบไปเห็นผ้าของดาบสเข้า    ก็ฉุนคิดได้ว่า.......  “ ดีละ เราจะอาศัยดาบสนี้แหละหลบพญาครุฑ  ”  
ครั้นแล้ว   จัดแจงร่ายมนต์แปลงร่างตัวเองเป็นเหมือนแก้ว  เข้าไปหลบซ่อนอยู่ในผ้าเปลือกไม้ของดาบส  ฝ่ายพญาครุฑเมื่อได้ไล่กวดมาถึง ครั้นเห็นพญานาคเข้าไป
ซ่อนอยู่ในผ้าของดาบสก็ไม่กล้าเลิกผ้าขึ้นมันจึงร้องบอกดาบสขึ้นว่า
    พระผู้เป็นเจ้า...นาคหนีข้าพเจ้าหลบอยู่ในผ้าของพระผู้เป็นเจ้า ข้าพเจ้ายำเกรงพระผู้เป็นเจ้า
ถึงจะหิวสักปานใด   ก็ไม่กล้าจับนาคที่อยู่ในผ้าของท่านมากินได้     ดาบสได้ฟังดังนั้น  ก็ตอบว่า...   ถ้าอย่างนั้น  ท่านจงอย่าได้ฆ่าแกงเขาเลย เราขอร้อง 
และหากท่านหิวจริงๆ
   เราจะจัดอาหารดีๆ   ให้ไปศาลาของเราเถอะ ว่าแล้วดาบสก็ขึ้นจากน้ำ   หยิบเอาผ้าเปลือกไม้มานุ่ง  แล้วพาทั้งสองไปยังบรรณศาลา    
จัดอาหารอย่างดีมาให้ทั้งพญาครุฑและพญานาคกิน
 แล้วสอนให้ทั้งสองรักใคร่กันและกัน
 โดยยึดเมตตาธรรม
  ทั้งสองเลื่อมใสและเชื่อฟังดาบส และสาบาลตนจะเป็นมิตรรักใคร่กันและกันไปตลอดอายุขัย                                                                   
(คติเรื่องนี้..........ความเมตตารักใคร่กันและกัน
  เป็นธรรมประจำโลก  ไม่ว่าคนหรือสัตว์  หากยึดธรรมข้อนี้  ไว้อย่างมั่นคงแล้ว  จะพบกับสันติสุขตลอดชีวิตจะหาไม่  )