* บุคคลใดให้ทานด้วยตัวเอง แต่ไม่ชักชวนคนอื่น ตายจากชาตินี้ไปแล้ว            ไปเกิดชาติใหม่จะมีทรัพย์สมบัติมาก จะเป็นคนร่ำรวย เป็นเศรษฐี  มหาเศรษฐี แต่ว่าขาดเพื่อน ขาดคนเป็นที่รัก มันจะโดดเดี่ยวแย่เหมือนกัน

* บุคคลผู้ใดดีแต่ชักชวนบุคคลอื่น แต่ว่าตัวเองไม่ให้ทานท่านบอกว่า                ตายจากชาตินี้ไปแล้วไปเกิดชาติใหม่ มีพรรคพวก แต่ยากจน

*  บุคคลใดให้ทานด้วยตัวเองแล้วก็ชักชวนบุคคลอื่นด้วย ตายจากชาตินี้            ไปแล้วไปเกิดชาติใหม่จะเป็นคนร่ำรวยมากด้วย                                                    แล้วก็มีเพื่อนมีบริวารมีมิตรสหายมาก นี่เรียกว่ามีความสุข  

*  บุคคลใดไม่ให้ทานด้วยตัวเองไม่ชักชวนบุคคลอื่นด้วย ตายจากชาตินี้

ไปเกิดชาติใหม่ จะไม่มีทรัพย์สมบัติ เป็นคนยากจนเข็ญใจ เป็นยาจก

ขอทานแล้วขอก็ไม่ค่อยจะได้ ไม่มีใครเขาอยากจะให้ มีแต่คนรังเกียจ

1.    จิตใจของเราพร้อมที่จะให้ทานเป็นปกติ

2.    จิตพร้อมในการทรงศีล

3.    จิตพร้อมในการทรงเนกขัมมะเป็นปกติ เนกขัมมะก็แปลว่าการ        ถือบวช บวชผมยาว บวชผมสั้น บวชโกนหัว ไม่โกนหัว ได้ทั้งนั้น

4.    จิตพร้อมที่จะใช้ปัญญาเป็นเครื่องประหัตประหารอุปาทานให้

  ........ การทำบุญพระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่าอย่างนี้  คือ......

ให้ทานกับคนที่ไม่มีศีลเลย 100 ครั้ง                                                    มีผลไม่เท่ากับคนที่เคยมีศีลแต่ศีลขาด ไปแล้ว1ครั้ง                   หมายความว่ายังมีความดีอยู่บ้าง

         ให้ทานแก่คนที่เคยมีศีลแล้วศีลขาด 100 ครั้ง                            มีผลไม่เท่ากับให้ทาน กับท่านที่ทรงศีลบริสุทธิ์1ครั้ง

         ให้ทานกับท่านที่มีศีลบริสุทธ์ 100 ครั้งมีผลไม่เท่ากับ

ให้ทานกับท่านผู้ทรงฌาน                                                               หรือปฎิบัติเพื่อโสดาปัตติมรรค 1 ครั้ง

ผู้ปฎิบัติเพื่อโสดาปัตติมรรคหมายความว่า                                    ท่านที่ปฎิบัติกรรมฐานแต่ยังไม่ถึงพระโสดาปัตติมรรค                  จะเป็นขั้นไหนก็ตามอย่างน้อยที่สุดจิตของท่านตัดนิวรณ์           มีความเคารพในพระรัตนตรัยจริงๆ ทรงศีลบริสุทธิ์                         ก็มีอานิสงส์มาก.......**

ทานการให้...เป็นการตัดความโลก

ศีล...เราก็ตัดความโกรธ

เนกขัมมะ....ตัดอารมณ์ของกามคุณ

ปัญญา...ตัดความโง่

วิริยะ...ตัดความขี้เกียจ

ขันติ...ตัดความไม่รู้จักการอดทน

สัจจะ...ตัดความไม่จริงใจ มีอารมณ์ใจกลับกลอก

อธิษฐาน...ทรงกำลังไว้ให้สมบูรณ์บริบูรณ์

เมตตา...สร้างความเยือกเย็นใจ

อุเบกขา...วางเฉยไว้ในเรื่องกายของเรา                                           ไม่ปรารถนาเท่านี้แหละท่านทั้งหลาย

     

พินาศไป

5.    วิริยะ มีความเพียรทุกขณะ ควบคุมใจไว้แสมอ

6.    ขันติ มีทั้งอดทั้งทน อดกลั้นต่อสิ่งที่เป็นปฎิปักษ์

7.    สัจจะ ทรงตัวไว้ตลอดเวลาว่าเราจะจริงทุกอย่างไม่มีอะไร                  ในคำว่าไม่จริงสำหรับใจเรา ในด้านของการทำความดี

8.    อธิษฐานบารมี ตั้งใจไว้ให้ตรงโดยเฉพาะ

9.    เมตตาบารมี สร้างอารมณ์ความดีไม่จำเป็นศัตรูกับใคร                             มีความรักตนเสมอด้วยบุคคลอื่น

10.  อุเบกขาบารมี วางเฉยเข้าไว้ในเมื่อร่างกายมันไม่ทรงตัว                  อย่างที่เธอเป็นในวันนี้

 

 

 

1 1